สมาคมภัตตาคารไทย ขับเคลื่อนข้าวแกงไทย สู่ Khao Gaeng Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากมูลค่าตลาดอาหารในประเทศ 7 แสนล้าน ผนึกททท. , สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย , ผู้จัดงาน FHT , เชฟ ,นักสร้างแบรนด์ จัดดินเนอร์ทอล์คครั้งสำคัญ ชู “ข้าวแกงไทย” จากอาหารจานธรรมดา สร้างแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก
ภายหลังจากสมาคมภัตตาคารไทยได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดโครงการประกวดอาหาร "สุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล" “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมือแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยรางวัลจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นการแข่งขัน Thai Curry Rice Global Challenge ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง สร้างความคึกคักในการพัฒนาศักยภาพและสร้างมาตรฐานให้กับร้านข้าวแกงทั่วประเทศ
ล่าสุดสมาคมภัตตาคารไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายด้านอาหารและธุรกิจ จัดงาน “Khao Gaeng : A Taste of Thailand – Dinner Talk” ภายใต้หัวข้อ “ข้าวแกงไทย จากจานธรรมดา สู่ Khao Gaeng Economy : From Local Plate to Global Brand” ภายในงาน Food & Hospitality Thailand 2026 (FHT 2026) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้แทนภาคธุรกิจ SMEs เชฟแถวหน้าของวงการอาหารไทย นักสร้างแบรนด์ และผู้จัดงานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันผลักดัน “ข้าวแกงไทย” ให้ก้าวจากอาหารพื้นบ้านที่คนไทยคุ้นเคย สู่เสน่ห์ไทยและ Soft Power ขับเคลื่อนเป็นแบรนด์อาหารที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้ในระดับสากล
เวที Dinner Talk ครั้งนี้ เพื่อมุ่งสะท้อนว่า ข้าวแกงไม่ได้เป็นเพียงอาหารราคาจับต้องได้ แต่เป็นภาพของวิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความหลากหลายของวัตถุดิบ และระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงผู้คนตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟ แรงงาน ไปจนถึงนักท่องเที่ยวและตลาดต่างประเทศ
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ข้าวแกงเป็นหนึ่งในอาหารที่มีศักยภาพสูงมากในการพัฒนาให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมและอาหารของประเทศไทย เพราะมีจุดแข็งทั้งในเรื่องความหลากหลาย รสชาติ ราคาเข้าถึงง่าย และสามารถพบได้ในแทบทุกพื้นที่ของประเทศ
“ข้าวแกงอยู่กับคนไทยมายาวนาน และเป็นอาหารที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนทุกระดับ แต่วันนี้เราต้องมองข้าวแกงให้ไกลกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเรื่องของอาหารหนึ่งจาน แต่ต้องมองเป็น Khao Gaeng Economy ที่มีผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงการท่องเที่ยวและการส่งออก”
นายกสมาคมภัตตาคารไทยกล่าวต่อว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างมาตรฐาน สร้างเรื่องราว และสร้างภาพจำให้ “Khao Gaeng” กลายเป็นคำที่ชาวต่างชาติเข้าใจและจดจำได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการนำอาหารไทยไปเชื่อมโยงกับการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ Taste of Thailand ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประเทศไทยผ่านอาหารจานง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยเรื่องราว
“เรามุ่งสร้างข้าวแกงไทยช่วยชาติ ถือเป็นหนึ่งในการสร้าง GDP ให้ประเทศ และยังมีเป้าหมายส่งเสริมร้านข้าวแกงไทย ที่มีทั่วโลกกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งในเดือนมิถุนายนปีหน้าเราก็มีโครงการจะนำข้าวแกงไทย รสชาติแห่งสยาม ไปจัดงานที่กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และมีแผนจะนำข้าวแกงไปสัญจรทั้ง 5 ภาคในประเทศไทย ตลอดจนคัดเลือกร้านข้าวแกงในประเทศ เพื่อมอบสัญลักษณ์เชิดชูเกียรติข้าวแกงแห่งสยาม คัดเลือกร้านข้าวแกงคุณภาพที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศไทย”
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ข้าวแกงคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของเศรษฐกิจฐานรากไทย เพราะเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ และชุมชนไว้ด้วยกัน การยกระดับข้าวแกงไทยสู่สากลจึงไม่ควรมองแค่การเพิ่มราคาหรือทำให้เป็นอาหารหรู แต่คือการสร้าง “Khao Gaeng Ecosystem” ที่เข้มแข็ง
สมาพันธ์ SME ไทย พร้อมเป็นสะพานเชื่อมในการยกระดับผู้ประกอบการร้านข้าวแกงรายย่อย ผ่านการเติมองค์ความรู้ 3 ด้านสำคัญ คือ การบริหารจัดการต้นทุนด้วยเทคโนโลยี, การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ถนอมอาหารเพื่อขยายช่องทางขาย, และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเปลี่ยนจากร้านค้าชุมชนไปสู่ธุรกิจที่มีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย สามารถเติบโตเป็นแฟรนไชส์ หรือส่งออกวัตถุดิบและเมนูสำเร็จรูปสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป – ประเทศไทย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน FHT 2026 กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารและธุรกิจบริการของภูมิภาค และงานแสดงสินค้าอาหารและธุรกิจบริการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการนำผู้ประกอบการไทยไปพบกับคู่ค้าและตลาดต่างประเทศ
“วันนี้ตลาดอาหารไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องรสชาติ แต่แข่งขันกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม บรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการ และช่องทางการตลาด ข้าวแกงเองก็สามารถเข้าสู่ Ecosystem นี้ได้”
การนำข้าวแกงเข้ามาอยู่ในเวทีธุรกิจอาหารระดับนานาชาติ จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เห็นแนวโน้มตลาด พบคู่ค้า และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งสามารถพัฒนาข้าวแกงจากธุรกิจร้านอาหารไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก
ดร.ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ หรือ เชฟจากัวร์ แชมป์ข้าวแกงประเทศไทย ปี 2568 ถ้วยรางวัลนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่จะทำให้ข้าวแกงไทยได้รับการยอมรับในระดับโลก จำเป็นต้องรักษา “ราก” ของอาหารไทยไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะพัฒนาและนำเสนอให้เข้ากับผู้บริโภคยุคใหม่
“ข้าวแกงที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ต้องมีคุณภาพ มีรสชาติ และมีเรื่องราว สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้คนต่างชาติรู้ว่า ในหนึ่งถาดของข้าวแกงไทย มีทั้งภูมิปัญญา วัตถุดิบท้องถิ่น เทคนิคการปรุง และวัฒนธรรมการกินของคนไทยอยู่ด้วย”
เชฟจากัวร์มองว่า การแข่งขันข้าวแกงสามารถเป็นอีกกลไกหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่าอาหารไทยแบบดั้งเดิมสามารถพัฒนาเป็นอาชีพและธุรกิจที่มีอนาคตได้
นางสิริภาภัค ภัทรจริยา เจ้าของไก่เชฟเฮ้าส์ หรือเชฟไก่ เชฟอาหารไทยชื่อดัง กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของอาหารไทยคือความสามารถในการสร้างความประทับใจตั้งแต่คำแรกที่รับประทาน และ “ข้าวแกง” เป็นรูปแบบอาหารที่สามารถนำเสนอความหลากหลายของอาหารไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด
“ข้าวแกงหนึ่งร้านสามารถทำให้คนรู้จักอาหารไทยได้หลายเมนูในครั้งเดียว ทั้งแกง ผัด ต้ม ทอด และอาหารพื้นถิ่น สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้ผู้บริโภคต่างชาติรู้จักชื่ออาหาร รู้จักวัตถุดิบ และเข้าใจเรื่องราวของอาหารไทยมากขึ้น”
นางสิริภาภัคกล่าวว่า การพัฒนาอาหารไทยสู่ตลาดโลกควรให้ความสำคัญกับทั้ง รสชาติ คุณภาพ ความสะอาด มาตรฐาน และการนำเสนอ เพื่อให้ข้าวแกงสามารถเดินทางไปได้ไกลขึ้น โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นไทย
นายชิดชนก แก้วอัมพร นักสร้างแบรนด์ด้านอาหาร กล่าวว่า สิ่งที่ข้าวแกงไทยยังขาดไม่ใช่ความอร่อย แต่คือ “การสร้างแบรนด์และการเล่าเรื่อง” ให้คนทั่วโลกรู้ว่า ข้าวแกงคืออะไร และเหตุใดจึงมีความหมายต่อประเทศไทย
“เราต้องเปลี่ยนจากการขายแค่เมนู มาเป็นการขายเรื่องราว ข้าวแกงมี Story อยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องนำ Story เหล่านั้นมาสร้างเป็น Brand Story ที่คนทั่วโลกเข้าใจและจดจำได้”
ทั้งนี้ควรทำให้คำว่า “Khao Gaeng” กลายเป็นคำที่สามารถใช้ในระดับสากล เช่นเดียวกับคำว่า Sushi, Ramen หรือ Curry โดยสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน และสามารถต่อยอดได้ทั้งในร้านอาหาร โรงแรม สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว งานเทศกาลอาหาร รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล
“ถ้าคนต่างชาติพูดคำว่า Khao Gaeng แล้วนึกถึงประเทศไทยได้ทันที นั่นคือความสำเร็จของการสร้างแบรนด์”
พร้อมผลักดัน Khao Gaeng Economy ให้เป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า การผลักดัน “Khao Gaeng Economy” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร เชฟ นักสร้างแบรนด์ นักการตลาด ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ
เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ข้าวแกงคืออาหารราคาประหยัด” ไปสู่ “ข้าวแกงคือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทย” ที่สามารถสร้างรายได้ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ
จากจานอาหารธรรมดาที่อยู่คู่คนไทยมาหลายสิบปี วันนี้ข้าวแกงกำลังมีโอกาสก้าวสู่เวทีใหม่ในฐานะ “Khao Gaeng – A Taste of Thailand” อาหารที่ไม่ได้ขายเพียงรสชาติ แต่ขายเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรม และประสบการณ์ความเป็นไทยและหากประเทศไทยสามารถสร้างคำว่า “Khao Gaeng” ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกได้สำเร็จ ข้าวแกงอาจไม่ได้เป็นเพียงอาหารจานหนึ่งของประเทศไทยอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นหนึ่งใน Global Thai Food Brands และเป็นพลังใหม่ของ Khao Gaeng Economy ที่สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน
#KhaoGaengATasteofThailand #KhaoGaengFromLocalPlatetoGlobalBrand #KhaoGaeng #KhaoGaengEconomy #ข้าวแกงไทย #ข้าวแกงจากจานธรรมดาสู่แบรนด์ไทยบนโต๊ะอาหารโลก #สมาคมภัตตาคารไทย #สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย #FHT2026















No comments:
Post a Comment