รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกและหัวใจ
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณใบหน้าและศีรษะ หรือ Craniofacial Hyperhidrosis เป็นปัญหาที่พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แม้ไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตโดยตรง แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน การเข้าสังคม และความมั่นใจของผู้ป่วยได้อย่างมาก บางคนมีเหงื่อไหลจากหน้าผากตลอดเวลา แม้อยู่ในห้องปรับอากาศ บางคนต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าเป็นประจำ ขณะที่บางรายมีเหงื่อออกมากจนกระทบต่อการพบปะผู้คนหรือการประกอบอาชีพ
คำถามสำคัญคือ ภาวะนี้เกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่ และจำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนหรือเปล่า?
จากบทความวิชาการเรื่อง Current treatment options for craniofacial hyperhidrosis โดย Wolosker และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Jornal Vascular Brasileiro ปี ค.ศ. 2020 ได้อธิบายแนวทางการรักษาตั้งแต่การใช้ยาทา ยารับประทาน การฉีดBotulinum toxin ไปจนถึงการผ่าตัดส่องกล้องในช่องอก
เหงื่อออกมากผิดปกติเกิดจากอะไร?
โดยปกติร่างกายมนุษย์มีต่อมเหงื่อประมาณ 2–4 ล้านต่อม โดยต่อมเหงื่อชนิด Eccrine Sweat Glands มีหน้าที่สำคัญในการสร้างเหงื่อเพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การทำงานของต่อมเหงื่อถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติชนิดซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ซึ่งใช้สารสื่อประสาท Acetylcholine กระตุ้นการหลั่งเหงื่อ เมื่อระบบควบคุมดังกล่าวทำงานมากผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีเหงื่อออกมากเกินความจำเป็น แม้ไม่ได้ออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน ภาวะนี้เรียกว่า Hyperhidrosis หากเกิดบริเวณหน้าผาก ใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณเหนือริมฝีปาก จะเรียกว่า Craniofacial Hyperhidrosis


เหงื่อออกมากผิดปกติมีกี่ชนิด?
ทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ
1. Primary Hyperhidrosis เป็นภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่พบโรคอื่นเป็นสาเหตุโดยตรง อาจมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และมักมีลักษณะดังนี้
* เหงื่อออกมากบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย
* อาการเพิ่มขึ้นเมื่อเครียด ตื่นเต้น หรืออยู่ในอากาศร้อน
* มักมีอาการขณะตื่น และลดลงอย่างชัดเจนขณะนอนหลับ
* ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
2. Secondary Hyperhidrosis เป็นภาวะเหงื่อออกมากที่เกิดจากโรค ยา หรือความผิดปกติอื่นของร่างกาย เช่น
* โรคไทรอยด์เป็นพิษ
* ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
* การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น วัยหมดประจำเดือน
* โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น วัณโรค
* โรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
* ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาต้านเศร้าบางกลุ่ม
ผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีเหงื่อออกมากในวัยผู้ใหญ่ เหงื่อออกทั่วตัว เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุก่อนเริ่มรักษา เพราะไม่ใช่ผู้ป่วยเหงื่อออกมากทุกคนที่จะเป็น Primary Hyperhidrosis
เหงื่อออกหน้าและศีรษะมากผิดปกติ พบได้บ่อยแค่ไหน?
จากข้อมูลผู้ป่วย Primary Hyperhidrosis จำนวน 1,657 รายที่อ้างถึงในบทความวิชาการ พบตำแหน่งที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ ได้แก่
* ฝ่ามือ ประมาณ 48.34%
* รักแร้ ประมาณ 35.96%
* ศีรษะและใบหน้า ประมาณ 9.41%
ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัดส่วนของผู้ป่วยในกลุ่มที่ศึกษา ไม่ใช่อัตราความชุกของโรคในประชากรทั่วไป ผู้ป่วย Craniofacial Hyperhidrosis อาจเริ่มมีอาการในวัยผู้ใหญ่ และพบความสัมพันธ์กับปัจจัยบางประการ เช่น ภาวะน้ำหนักเกินหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องแยกภาวะเหงื่อออกจากสาเหตุอื่นก่อนเสมอ

เหงื่อออกหน้าและศีรษะ รักษาอย่างไร?
ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลายวิธี โดยพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งที่มีเหงื่อออก โรคประจำตัว และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
1. การใช้ยาทาลดเหงื่อ (Topical Antiperspirants) ยากลุ่ม Aluminum Salts เช่น Aluminum Chloride สามารถลดการหลั่งเหงื่อได้โดยออกฤทธิ์บริเวณท่อของต่อมเหงื่อ ยากลุ่มนี้มีการใช้รักษาเหงื่อออกมากบริเวณรักแร้และฝ่ามืออย่างแพร่หลาย แต่การใช้บริเวณใบหน้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวหนังมีความบอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ง่าย และไม่ควรนำผลิตภัณฑ์ความเข้มข้นสูงสำหรับฝ่ามือหรือรักแร้มาใช้กับใบหน้าโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา
นอกจากนี้ยังมียาทากลุ่ม Anticholinergic เช่น Glycopyrrolate ซึ่งช่วยลดการกระตุ้นต่อมเหงื่อเฉพาะบริเวณ และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยเหงื่อออกบริเวณใบหน้า อย่างไรก็ตาม ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง รูม่านตาขยาย หรือตามัวได้หากยาสัมผัสดวงตา
2. การใช้ยารับประทาน Oxybutynin นั้น เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับการรักษาภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ
ยาชนิดนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ Acetylcholine จึงช่วยลดการกระตุ้นต่อมเหงื่อ จากข้อมูลการศึกษาของ Wolosker และคณะ พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการเหงื่อออกลดลงหลังได้รับ Oxybutynin โดยมีรายงานการตอบสนองต่อการรักษามากกว่า 70% ในบางกลุ่มการศึกษา อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลเชิงสังเกต จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าผู้ป่วยทุกรายจะตอบสนองต่อยาในระดับเดียวกัน แพทย์อาจพิจารณาเริ่มยาขนาดต่ำ เช่น 2.5 มิลลิกรัมต่อวัน และค่อย ๆ ปรับเพิ่มตามการตอบสนองและผลข้างเคียง โดยแนวทางการปรับยาต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ส่วนผลข้างเคียงสำคัญของ Oxybutynin ได้แก่ ปากแห้ง ตาแห้ง ท้องผูก ตามัว ปัสสาวะลำบาก และความสามารถในการระบายความร้อนของร่างกายลดลง นอกจากนี้ยากลุ่ม Anticholinergic ยังอาจส่งผลต่อการรับรู้หรือความจำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคต้อหินมุมปิดชนิดที่ยังควบคุมไม่ได้ ภาวะปัสสาวะคั่ง หรือความผิดปกติรุนแรงบางชนิดของระบบทางเดินอาหาร อาจไม่เหมาะกับการใช้ยานี้
การใช้ Oxybutynin เพื่อรักษา Hyperhidrosis อาจเป็นการใช้ยานอกข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติ (Off-label use) จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หากผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดีและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด
3. การฉีด Botulinum Toxin (Botox) Botulinum toxin type A เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการหลั่งเหงื่อ โดยยับยั้งการปล่อย Acetylcholine จากปลายประสาท สามารถฉีดรักษาเฉพาะบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น หน้าผากหรือหนังศีรษะบางตำแหน่ง
ข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัด และสามารถลดเหงื่อเฉพาะบริเวณได้ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาไม่ถาวร โดยทั่วไปสามารถอยู่ได้นานหลายเดือนและอาจจำเป็นต้องฉีดซ้ำ การฉีดบริเวณใบหน้าต้องอาศัยความชำนาญ เนื่องจากหากยากระจายเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการ อาจทำให้คิ้วตก หนังตาตก หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของการแสดงสีหน้าได้
4. การผ่าตัดส่องกล้องในช่องอก (VATS Sympathectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเหงื่อออกมากรุนแรง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดส่องกล้องในช่องอกเพื่อขัดขวางการทำงานของเส้นประสาทซิมพาเทติก การผ่าตัดนี้เรียกว่า Video-Assisted Thoracoscopic Sympathectomy (VATS Sympathectomy) เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยเหงื่อออกฝ่ามือมากผิดปกติ และอาจนำมาใช้ในผู้ป่วย Craniofacial Hyperhidrosis ที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดรักษาเหงื่อออกบริเวณใบหน้าและศีรษะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังมากกว่าการรักษาเหงื่อออกฝ่ามือ เนื่องจากระดับเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการรักษามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางชนิด ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องอธิบายก่อนผ่าตัด คือ Compensatory Sweating หรือเหงื่อออกชดเชย หลังผ่าตัด แม้เหงื่อบริเวณใบหน้าหรือศีรษะจะลดลง แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีเหงื่อออกเพิ่มขึ้นบริเวณอื่น เช่น หลัง หน้าอก หน้าท้อง หรือต้นขา บางรายมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจมีเหงื่อออกชดเชยรุนแรงจนกระทบต่อคุณภาพชีวิต และอาการอาจคงอยู่เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น ลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด เลือดออก การบาดเจ็บของเส้นประสาท และ Horner Syndrome ซึ่งอาจทำให้หนังตาตกและรูม่านตาหดเล็กลง โดยเฉพาะการผ่าตัดบริเวณระดับสูงของเส้นประสาทซิมพาเทติก ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเหล่านี้อย่างรอบคอบ ดังนั้นการผ่าตัดจึงไม่ใช่วิธีรักษาอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยเหงื่อออกใบหน้าและศีรษะทุกราย

ถ้ารักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำ ต้องทำอย่างไร?
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกลับมาอีกหลังจากได้รับการรักษา ซึ่งต้องแยกว่าผู้ป่วยไม่ตอบสนองตั้งแต่เริ่มรักษา หรือเคยมีอาการดีขึ้นแล้วกลับมาเป็นใหม่ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้ว จำเป็นต้องประเมินอย่างละเอียดว่ามีสาเหตุจากการทำงานของเส้นประสาทที่ยังคงอยู่ การกลับมาของอาการ หรือมีโรคอื่นเป็นสาเหตุร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดซ้ำไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ป่วยทุกราย และควรประเมินประโยชน์เทียบกับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ สรุปง่าย ๆ เมื่อเหงื่อออกหน้าและศีรษะมากผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน
รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย กล่าวสรุปว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือการวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนว่าเป็น Primary หรือ Secondary Hyperhidrosis หากเป็น Primary Craniofacial Hyperhidrosis สามารถเริ่มรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยาทา ยารับประทาน Oxybutynin หรือการฉีด Botulinum toxin ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด จึงอาจพิจารณาการผ่าตัด VATS Sympathectomy หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ ความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อนอย่างครบถ้วน
“เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่เพียงทำให้เหงื่อหยุดออก แต่ต้องทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม” เพราะแม้การผ่าตัดจะสามารถช่วยลดเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ป่วยบางราย แต่การรักษาที่ดีที่สุดคือวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน” ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย, ศัลยแพทย์ทรวงอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล,Facebook: ผ่าตัดปอดโดย รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ,YouTube: ผ่าตัดปอด, TikTok: @siradoctorlung, LINE Official: @lungsurgeryth, เว็บไซต์: www.siradoctorlung.com
เอกสารอ้างอิง
1. Wolosker N, et al. Current treatment options for craniofacial hyperhidrosis. Jornal Vascular Brasileiro. 2020. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8218019/
2. International Hyperhidrosis Society. Primary Focal Facial and Gustatory Hyperhidrosis: Clinical Treatment Guidance.
3. Society of Thoracic Surgeons. Expert Consensus for the Surgical Treatment of Hyperhidrosis. Annals of Thoracic Surgery. 2011.
1. Wolosker N, et al. Current treatment options for craniofacial hyperhidrosis. Jornal Vascular Brasileiro. 2020. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8218019/
2. International Hyperhidrosis Society. Primary Focal Facial and Gustatory Hyperhidrosis: Clinical Treatment Guidance.
3. Society of Thoracic Surgeons. Expert Consensus for the Surgical Treatment of Hyperhidrosis. Annals of Thoracic Surgery. 2011.



No comments:
Post a Comment